ประจำเดือนเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพของผู้หญิงที่สำคัญ การเปลี่ยนแปลงของรอบเดือนอาจเกิดจากความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรือการตั้งครรภ์ แต่หากมีความผิดปกติที่เกิดขึ้นบ่อย เป็นเวลานาน หรือมีอาการร่วมอื่น ๆ อาจเป็นสัญญาณของโรคทางนรีเวชที่ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
ประจำเดือนแบบไหนที่ถือว่าผิดปกติ?
1. ประจำเดือนมามากผิดปกติ
หากต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 1–2 ชั่วโมง มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ หรือมีประจำเดือนนานเกิน 7 วัน อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือด และอาจสัมพันธ์กับโรค เช่น
เนื้องอกมดลูก
เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติ
ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก
ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด
ผลข้างเคียงจากยาหรือห่วงคุมกำเนิดบางชนิด
2. ประจำเดือนมาน้อยหรือขาดประจำเดือน
หากประจำเดือนขาดเกิน 3 เดือน (โดยไม่ได้ตั้งครรภ์) หรือมาน้อยผิดปกติ ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม เพราะอาจเกิดจาก
ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS)
ความผิดปกติของฮอร์โมน
โรคต่อมไทรอยด์
น้ำหนักตัวลดลงมากหรือออกกำลังกายหนัก
ความเครียดเรื้อรัง
3. รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
โดยทั่วไป รอบเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 21–35 วัน หากรอบเดือนสั้นหรือยาวกว่านี้เป็นประจำ หรือมีความแปรปรวนมาก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่เคยมีรอบเดือนสม่ำเสมอมาก่อน
4. เลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน
การมีเลือดออกนอกช่วงมีประจำเดือนอาจเกิดจากฮอร์โมน ยาคุมกำเนิด หรืออาจเป็นสัญญาณของ
ติ่งเนื้อปากมดลูก
การอักเสบของปากมดลูก
มะเร็งปากมดลูก
มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
หากมีเลือดออกบ่อยหรือมีอาการร่วม เช่น ปวดท้องน้อย ตกขาวผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์
5. เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
อาการนี้ไม่ควรละเลย เพราะอาจเกิดจาก
ปากมดลูกอักเสบ
ติ่งเนื้อปากมดลูก
แผลบริเวณช่องคลอด
มะเร็งปากมดลูก
ควรเข้ารับการตรวจภายในและตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามความเหมาะสม
6. เลือดออกหลังหมดประจำเดือน
ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้วไม่ควรมีเลือดออกทางช่องคลอด หากพบแม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของ
เยื่อบุโพรงมดลูกฝ่อ
ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก
มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
7. ปวดประจำเดือนรุนแรงผิดปกติ
อาการปวดประจำเดือนที่รุนแรงจนต้องหยุดเรียน หยุดงาน หรือรับประทานยาแก้ปวดเป็นประจำ อาจเกิดจาก
เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
เนื้องอกมดลูก
เยื่อบุโพรงมดลูกแทรกในกล้ามเนื้อมดลูก (Adenomyosis)
การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน
ควรรีบพบแพทย์ทันที หากมีอาการดังต่อไปนี้
เลือดออกมากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 1 ชั่วโมง ติดต่อกันหลายชั่วโมง
เวียนศีรษะ หน้ามืด ใจสั่น หรืออ่อนเพลียมาก
ปวดท้องน้อยรุนแรงร่วมกับไข้
สงสัยว่าตั้งครรภ์และมีเลือดออกทางช่องคลอด
เลือดออกหลังหมดประจำเดือน
การตรวจวินิจฉัยที่แพทย์อาจแนะนำ
เมื่อมาพบแพทย์ อาจมีการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจเพิ่มเติม เช่น
ตรวจภายใน
อัลตราซาวด์อุ้งเชิงกราน
ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap smear หรือ HPV DNA Test ตามข้อบ่งชี้)
ตรวจเลือดเพื่อประเมินภาวะโลหิตจางหรือความผิดปกติของฮอร์โมน
ตรวจการตั้งครรภ์ในรายที่มีข้อสงสัย
วิธีดูแลสุขภาพประจำเดือน
จดบันทึกรอบเดือนและลักษณะของประจำเดือนในแต่ละเดือน
รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก หากมีประจำเดือนมามาก
พักผ่อนให้เพียงพอและจัดการความเครียด
ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
เข้ารับการตรวจสุขภาพสตรีและตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามคำแนะนำของแพทย์
สรุป
ประจำเดือนที่ผิดปกติไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติของฮอร์โมน โรคทางนรีเวช หรือมะเร็งในระยะเริ่มต้น การสังเกตรอบเดือนของตนเองและเข้ารับการตรวจเมื่อมีอาการผิดปกติ จะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที เพิ่มโอกาสในการรักษา และช่วยให้ผู้หญิงมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงวัย
