โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections หรือ STIs) สามารถเกิดจากการติดเชื้อได้ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส และปรสิต แม้ในระยะแรกอาจไม่มีอาการ (Asymptomatic) แต่เมื่อเชื้อเริ่มทำลายเนื้อเยื่อหรือทำให้เกิดการอักเสบ ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือน
นี่คือ 5 อาการสำคัญทางการแพทย์ที่บ่งชี้ว่าคุณอาจมีความเสี่ยง และควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว
1. สารคัดหลั่งหรือตกขาวผิดปกติ (Abnormal Genital Discharge)
ลักษณะปกติ: ตกขาวของผู้หญิงจะมีสีใสหรือขาวขุ่นเล็กน้อย และไม่มีกลิ่นเหม็น
สัญญาณอันตราย: ตกขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เขียว เป็นฟอง หรือมีกลิ่นเหม็นคาวปลา (Fishy odor) รวมถึงผู้ชายที่มีหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ
โรคที่เกี่ยวข้อง: โรคหนองในแท้ (Gonorrhea), โรคหนองในเทียม (Chlamydia) หรือการติดเชื้อพยาธิช่องคลอด (Trichomoniasis)
2. ปัสสาวะแสบขัด (Dysuria)
อาการ: ปวด แสบ หรือรู้สึกร้อนบริเวณท่อปัสสาวะขณะขับถ่าย ซึ่งบ่งบอกถึง "ภาวะท่อปัสสาวะอักเสบ" (Urethritis) จากเชื้อโรคที่สร้างความระคายเคือง
โรคที่เกี่ยวข้อง: หนองในแท้, หนองในเทียม หรือโรคเริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes)
3. เกิดรอยโรคบริเวณอวัยวะเพศ (Genital Lesions)
การพบความผิดปกติทางผิวหนังบริเวณจุดซ่อนเร้น ทวารหนัก หรือริมฝีปาก เป็นตัวบ่งชี้ที่ชัดเจน โดยลักษณะรอยโรคสามารถแยกตามชนิดของเชื้อได้ดังนี้:
4. ปวดท้องน้อยรุนแรง หรือเจ็บลึกๆ ขณะมีเพศสัมพันธ์ (Pelvic Pain / Dyspareunia)
อาการ: ปวดหน่วงบริเวณท้องน้อยอย่างรุนแรง หรือเจ็บลึกๆ ในช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์
ความเสี่ยง: อาจเกิดจากเชื้อก่อโรค (มักเป็นหนองในหรือหนองในเทียม) ลุกลามผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูกและปีกมดลูก ทำให้เกิด ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ (PID)
ผลกระทบ: หากปล่อยไว้อาจทำให้เกิดพังผืด นำไปสู่ภาวะมีบุตรยากหรือการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้
5. เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด (Abnormal Vaginal Bleeding)
อาการ: มีเลือดออกกะปริบกะปรอยนอกรอบเดือน หรือมีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ (Postcoital bleeding) เกิดจากเยื่อบุปากมดลูกอักเสบและบอบบาง ทำให้เสียดสีและเลือดออกได้ง่าย
โรคที่เกี่ยวข้อง: หนองใน, หนองในเทียม หรืออาจเป็นสัญญาณเตือนของการติดเชื้อ HPV ที่เริ่มพัฒนากลายเป็นรอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูก
